อภินทัยในโบราณสถานแห่งมืด

389 เรียกดู โรแมนติก คลุมถุงชน แนวโบราณ

ในที่แห่งนั้นซึ่งมืดมนมอบคลุมทุกที่ ไฟแสงจากหลอดไฟฉายมองเห็นได้เพียงวงกลมเล็ก ๆ ที่นำทาง แต่ยังคงทำให้ใจอุ่น ไม่น้อยนัก อย่างน้อยก็พอที่จะทำให้เราได้รู้สึกมีความเป็นประโยชน์

"ในที่สิ้นสุดของทางเดินนี้ เราอาจจะมองเห็นห้องเก็บศพของฟาโรห์ คุณเอวา เหลือเกลี้ยงไหม" เสียงของเดม่อนคลาดคลาดคล้ายกับการปลอบโยน ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดฝัน ความตื่นเต้นของเอวา ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ด้วยความตื่นเต้นกับการกลับไปสู่สิ่งที่จะปรากฏตรงหน้าของเธอและเดม่อนในไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่กิริยาของเธอกลับตรงกันข้าม เธอส่ายศีรษะไปมาเช้า ๆ

การเดินทุกก้าวของพวกเขาต้องมีความระมัดระวังมากมาย ด้วยดักและประตูกลมจำนวนมากที่ผู้สร้างประภาคมิดแห่งนี้ทำไว้เพื่อที่จะป้องกันบุคคลที่ลักสมบัติและเพื่อที่จะปกป้องฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังรอการฟื้นคืนชีพ

"ข้างหน้า มันมีหินปิดทางเข้าไว้" เดม่อนเดินเข้าไปจนใกล้ ๆ ไฟแสงจากหลอดไฟฉายกระทบหินก้อนสีเหลืองอมขาวที่ปิดช่องทางสี่เหลี่ยมไว้มิดชิดไม่มีทางเล็ดลอดเอวาโค้งลงมองที่พื้นรอยต่อระหว่างหินกับพื้นมีการใช้ปูนขาวที่ปิดไว้เธอใช้เกียงในมือแซะออกอย่างระมัดระวัง

"ในด้านใน มันมีห้องอย่างแน่นอนไม่ได้ บางทีอาจเป็นเพื่อหลอกลวง แต่ที่จริงแล้วเป็นเพราะความตั้งใจในการปิดไว้" เอวาแสดงความเห็นเดม่อนออกแรงผลักหินด้วยความเคยชินไม่สะดุ้งสะเทือน

"มันมีกลไก"

"ตามที่เคยศึกษามา บุตรชายของฟ ิาโรห์หรือผู้ที่จะทรงตำแหน่งฟาโรห์ในอนาคต และนักบวชจะเป็นผู้ที่ดึงกลไกปิดผนึกช่องทางเข้าไว้ เราต้องหาทางจัดการกับกลไกเหล่านั้น" เดม่อนพยายามอธิบายสิ่งที่เขาและเธอต่างรู้ดี

"เราคงจะต้องสำรวจทางเข้าในทางอื่น หรือจะต้องหากลไกให้พบ" เอวาไม่พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าเช้า ๆ เงาของหางหอยยาวลงไป เงาเป็นเพียงไม่กี่อึดใจ

เธอจะได้พบสิ่งที่ค้นหานาน แต่กลับทำไม่สำเร็จเดม่อนเดินเข้าไปใกล้ ๆ จนเกือบประชิดก่อนจะยกหลอดไฟฉายส่องไปทั่วแผ่นหิน ไม่มีร่องรอยของการบุกรุก แสดงว่าพวกเขาเป็นผู้ค้นพบที่แท้จริง เอวาก้าวเข้าไปข้างหน้า บางทีเมื่อดวงตาสีฟ้าใสของเธอไปมีปะทะกับแสงสะท้อนคล้ายประกายของเพชร ที่มุมซ้ายของก้อนหินไฟแสงในมือ ส่องไปที่แสงสะท้อนนั้นก่อน เธอเอื้อมมือเข้าไปกวาดฝุ่นผงที่ปกคลุมหน้าทึบออก สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าสองคนทำให้เดม่อนอ้าปากค้าง

สลักประตูที่ทำจากเพชรส่องประกายเมื่อฝุ่นผงหายไป เอวากดลงบนสลักมันกลับเด้งขึ้นมาเหมือนกลไก

"มันคือกลไก" เดม่อนพยักหน้าขึ้นลง เอวาออกแรงหมุนเบา ๆ เสียงดังกริ้กก่อนที่เสียงกระทบจะดังสนั่นเดม่อนกอดเอวาไว้เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย กำแพงหินข้างหน้าร่วงลงไปแบบไม่ทันตั้งตัว เอวาเกือบจะหล่นลงไปด้วยทว่าเดม่อนคว้าไว้ทันเวลา

"ระวังเอวา"

ช่องว่างระหว่างหินกับขอบประตูทางเข้าดำมืด บาด้วยความลึกที่หินร่วงลงไปเสียงสะท้อนดังเนินนาน พวกเขาสองคนมองไปในความมืด เดม่อนใช้ไฟฉายส่องลงไปแต่พบเพียงความมืดที่ลึกสุดลึก ถ้าหากร่วงลงไปร่างกายของพวกเขาคงจะแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

เดม่อนกลืนน้ำลายลงคอ ข้างหน้ามีฝุ่นผงกระจายไปเดม่อนจับตามองไปข้างหน้า

เอวาใช้ไฟในมือส่องเข้าไปยังตำแหน่งที่ต้องการเพื่อความปลอดภัยเพราะไม่ทราบว่าข้างหน้ามีอะไรบ้างภาพที่เห็นมีเพียงผนังห้องและภาพวาดที่มีอักษรอียิปต์ปนไป

เดม่อนใช้ไฟฉายของตัวเองบ้างกระโดดไปยังห้องโถงกว้างกวาดไฟฉายไปทั่วแล้วแสงไฟฉายก็หยุดลงที่แท่นหินที่มีในห้องที่มี โรงบรรจุมัมมี่ที่ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นของใครด้วยวัตถุชนิดนั้นเป็นทองเหลืองอ่อนแอมแม้จะมีฝุ่นสีน้ำตาลเกาะอยู่บ้างก็ไม่สามารถทำให้ประกายทองหมองหม่นพวกเขาสองคนมองหน้ากันไปมา เอวาก้มลงมองฝาโลงศพที่ทำให้เป็นใบหน้าและร่างของคนที่ทำจากทองคำปรากฏตัวอักษรอียิปต์สลักชื่อไว้ตรงส่วนอก

"โฮรัส" เอวาทวนชื่อช้า ๆ ก่อนที่ลมที่ไม่ทราบที่มาจะพัดกระโชกผ่านปะทะร่างบางของเธอจนหนาวยะเยือก

เดม่อนวางกระเป๋าเป้ลงก่อนจะหยิบตะเกียงเจ้าพายุแบบชาร์ตแบตเตอรี่ขึ้นมาวางไว้บนแท่นหินทั้งสองอันเปิดสวิตช์ด้านบนจนสว่างไปทั่วบริเวณ

"เร่งมือหน่อยเอวา แบตเตอรี่ไม่รู้จะมีแรงเหลือได้นานแค่ไหน"

เอวาวางกระเป๋าเป้ลงบ้าง หยิบเกียงขนาดใหญ่ออกมางัดฝาครอบคาโนปิคออกเดม่อนออกแรงผลักเสียงเลื่อนออกช้า ๆ กลิ่นยางไม้หอมกระจายออกมาจากรอยเลื่อนภาพตรงหน้าคือร่างของมัมมี่ที่ถูกพันด้วยผ้าลินินจุ่มน้ำมันยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนกระดาษปาปิรุสวางอยู่ข้างซ้ายมือของร่างกาย เอวาหยิบขึ้นมา 

การอ่าน "มนตราฟาโรห์" สำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจมากขึ้น กรุณากด อ่านต่อ >>>