บทเรียนชีวิตของฟู่เซียงเซียง เธอซื้อตัวคน มีอุปสรรคและความรัก สร้างความเป็นไปได้ในชีวิต.

ในโลกแห่งนี้ ความเป็นไปได้และอุปสรรคบางอย่างมักจะไปร่วมกัน เหตุการณ์และบทบาทของแต่ละละครในบทความนี้จะนำคุณไปผ่านช่วงเวลาและประสบการณ์ต่างๆ ที่แสนน่าสนใจ

ฟู่เซียงเซียง เธอเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของเสนาบดีกรมพิธีการฟู่เจี้ยนกั๋ว เธออาศัยในแคว้นสือเจ้าและมีความใฝ่ฝันในวิชาแพทย์ แต่ความเป็นจริงของเธอไม่ได้ง่ายเพียงนั้น เธอต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคในชีวิตประจำวัน เธอซื้อตัวคนมาเพื่อทำแผลและรักษา ความสัมพันธ์ระหว่างเธอและคนที่เธอซื้อตัวมานั้นจะเป็นอย่างไร?

แม่นมหวง เธอเป็นคนที่เลี้ยงดูฟู่เซียงเซียงตั้งแต่แบะเบาะ เธอรักและเอ็นดูฟู่เซียงเซียงดุจลูกในไส้ เธอจะร่วมมือกับฟู่เซียงเซียงเพื่อช่วยเธอผ่านช่วงยากลำบากหรือไม่?

และยังมีอีกหลายละครที่มีบทบาทสำคัญในบทความนี้ ความรัก ความเป็นอยู่ ความมุ่งมั่นและความหวังของแต่ละละครจะถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน คราวนี้ เตรียมตัวไปผ่านการ์ตูนแอนิเมชั่นของชีวิตและความรักใ

แนะนำตัวละคร

ฟู่เซียงเซียง : บุตรสาวภรรยาเอกของเสนาบดีกรมพิธีการฟู่เจี้ยนกั๋ว อาศัยในแคว้นสือเจ้า สนใจวิชาแพทย์ปรารถนาจะเป็นหมอหญิง

ฟู่ซินอี๋ : บุตรสาวภรรยารองของเสนาบดีกรมพิธีการฟู่เจี้ยนกั๋ว มีศักดิ์เป็นน้องสาวฟู่เซียงเซียง

แม่นมหวงเจียอี : แม่นมที่เลี้ยงดูฟู่เซียงเซียงตั้งแต่แบะเบาะ รักและเอ็นดูฟู่เซียงเซียงดุจลูกในไส้

จางลี่ : สาวใช้ขาพิการ ที่ฟู่เซียงเซียงซื้อตัวมา

อี้เฉิน : ทาสหนุ่มที่ฟู๋เซียงเซียงซื้อตัวมา

ฉินตงหยาง : ไต๋อ๋องแห่งแคว้นฉิน

ชีอันฟาน : คนสนิทของไต๋อ๋อง

ราวกับถูกสายตาคู่หนึ่งดึงดูดไว้ทำให้เด็กสาวที่แต่งกายด้วยชุดของเด็กชายที่ใหญ่เกินตัว ดวงตาเป็นประกายจ้องมองชายหนุ่มที่สภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าดูไม่ออกว่าสีเดิมเป็นสีอะไร ผมเผ้ารุงรังเกรอะกรังไม่น่ามอง ตามเนื้อตัวดูท่าจะมีแผลฟกช้ำห้อเลือดอยู่ไม่น้อย  ริมฝีปากที่เม้มแน่นแต่เห็นได้ชัดว่าเขียวคล้ำ คงมีเพียงแววตาที่แข็งกร้าวที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิต

"สิบตำลึง...สิบตำลึงเท่านั้น"

"สิบตำลึง!" เด็กสาวร้องเสียงหลงแต่ทำให้หลายคนหันมามอง  นิ้วเรียวชี้ไปยังทาสหนุ่มที่ถูกกระชากให้ลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายสูงใหญ่แต่สภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย

"น้องชาย...นี่ไม่ใช่ที่ๆเด็กๆอย่างเจ้าจะมาเดินเล่น" นายหน้าค้าทาสพูดอย่างดูแคลน

"สภาพนี้สิบอีแปะก็นับว่าแพงไปแล้ว"  นางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและไม่มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด ดวงตางดงามกวาดตามองทาสหนุ่มเบื้องหน้าแล้วส่ายหน้าไปมา "เนื้อตัวเป็นจ้ำเลือด ปากก็เขียวคล้ำ กลิ่นก็เหมือนเน่าราวซากศพ เอาคนผู้นี้ไปควรให้ค่าทำศพไปด้วยถึงจะถูก"

"เจ้า!"  นายหน้าถึงกับตวาดอย่างลืมตัว ผู้คนที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเด็กสาวเอ่ยออกมา

"ยืนห่างขนาดนี้ยังได้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากศพจริงๆ เอาไปทำอะไรได้" ใครคนหนึ่งพึมพำแล้วยกมือโบกไปมาไล่กลิ่นเหม็นที่โชยมาแตะปลายจมูก

"สภาพนี้ยังขายตั้งสิบตำลึง เกินไปแล้ว"

เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้น นายหน้าค้าทาสเริ่มหน้าเปลี่ยนสี เด็กหญิงยังสบตากับดวงตาแข็งกร้าวคู่นั้นแล้วยกมือขึ้น

"สองตำลึง"

"อะไรนะ!"  นายหน้าคนเดิมผงะไป

"ข้าซื้อชายคนนี้สองตำลึง"  นางกล่าวย้ำ "ไม่มีต่อรอง"

ชายร่างท้วมกัดฟันกรอด แต่หันไปมองทาสที่ตนได้มาก็ได้แต่หัวเสีย ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ได้เงินมาในมือดีกว่าขายไม่ได้แล้วยังต้องหาที่ทิ้งศพอีก

"ได้! ขายสองตำลึง"

เด็กสาวลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วเดินตามไปด้านหลังเพื่อรับสัญญาทาส ทว่าทาสที่ซื้อมาไม่มีแรงเดินด้วยซ้ำ ชายฉกรรจ์สองคนหิ้วปีกลากร่างที่ไร้เรี่ยวแรงมากองที่พื้นแทบเท้านาง เด็กสาวชักเท้าไม่ทัน ใบหน้าของเขาจึงแทบซบกับรองเท้า เด็กสาวย่อตัวลงแล้วกระซิบเบาๆ

"อดทนมาได้ถึงเวลานี้แล้วก็อดทนอีกนิดเถอะนะ อย่างไรก็มีชีวิตให้คุ้มค่าเงินสองตำลึงของข้าหน่อย"

ดวงตาคมปลาบดุจสัตว์ป่าจ้องมองเหมือนอยากจะฉีกนางออกเป็นชิ้นๆ เด็กสาวผงะไปเล็กน้อย และฝืนยิ้มออกมา ทำใจแข็งแล้วลุกขึ้นยืนเดินไปจ้างรถม้ามาพาทาสหนุ่มผู้นี้กลับเรือน

หญิงวัยกลางผู้นั้นคือแม่นมหวง หรือนางหวงเจียอีกับสาวใช้ขาขวาพิการลีบเล็กชื่อจางลี่ ทั้งสองกำลังตากสมุนไพรอยู่ที่ลานกว้าง เสียงรถม้าหยุดนิ่งที่ประตูด้านข้างของเรือน  ทำให้ทั้งสองหันไปมอง แล้วก็เป็นแม่นมหวงที่รีบเข้าไปหาคุณหนูของบ้านที่กำลังประคองร่างใหญ่โตของบุรุษผู้หนึ่ง ไหล่ข้างหนึ่งสะพายล่วมยาที่แทบจะหล่นจากบ่าแล้ว

"คุณหนู!"

"เร็ว...มาช่วยข้าหน่อย"   เด็กสาวพูดเสียงสั่น คนขับรถม้าก็ไม่ยอมช่วยนาง นางจำใจต้องประคองร่างที่แทบไร้แรงเดินเข้ามาเพียงลำพัง  ทั้งแม่นมและสาวใช้รีบเข้าไปช่วยพยุงแล้วพาชายแปลกหน้าไปนอนแผ่หลาที่กลางเรือน

"คุณหนูพาซากอะไรเข้ามาในเรือนเจ้าคะ"

"พูดจาดีๆหน่อย เขายังมีชีวิตอยู่ ใช่ไหมเจ้าคะคุณหนู"  แม่นมหวงอดดุสาวใช้ไม่ได้

"อืม"  เด็กสาวรับคำในลำคอ  ดูจากบาดแผลแล้วเจ็บไม่น้อยแต่ไม่ปริปากส่งเสียงร้องสักคำ หรือว่าจะเป็นใบ้กันนะ นางเหลือบตามองก็เห็นดวงตาดุดันจ้องมอง หากไม่เพราะไร้เรี่ยวแรงคงต่อต้านสุดกำลังไปแล้ว

"แม่นมช่วยเตรียมน้ำร้อนให้ข้าด้วย จางลี่ไปเตรียมผ้าสะอาดมา"

"เจ้าค่ะ"  ทั้งสองประสานเสียงตอบพร้อมกันแล้วหมุนตัวไปทำตามที่เด็กสาวสั่งทันที

มือเรียวเล็กหยิบกรรไกรออกมาจากล่วมยาแล้วเอ่ยขึ้น "ข้าจะทำแผลให้ แต่ข้าเองก็ไม่ใช่หมอไม่รู้จะรักษาได้แค่ไหน ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าก็แล้วกัน"

มือเรียวเล็กใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าของเขาออก อาจเพราะเลือดแห้งเกราะกรังทำให้นางต้องระวังมากยิ่งขึ้น ดวงตาคู่นั้นทำได้เพียงแค่จ้องเขม็งจนนางนึกอยากใช้มือปิดดวงตาคู่นั้นเสีย แต่ถ้าทำเช่นนั้นคงไม่เหลือมือไว้ทำแผลให้เขา

"นั้น....นั้น..."  จางลี่ที่เดินกลับเข้ามาพร้อมผ้าสะอาดถึงกับใบหน้าไร้สีเลือด นางไม่เคยเห็นบาดแผลมากมายขนาดนี้มาก่อน

"เอาผ้าวางไว้ตรงนี้แล้วไปยกน้ำอุ่นมา"

"เจ้าค่ะ"  จางลี่รีบหมุนตัวกลับไปทันที เพียงไม่กี่อึดใจนางก็วิ่งกลับมาพร้อมอ่างน้ำอุ่นวางใกล้มือเด็กสาว

"ไปเอามาอีก"

"เจ้าค่ะ"

เจ้าของร่างเล็กล้างมือเรียบร้อยแล้วจึงลงมือใช้ผ้าชุบน้ำค่อยๆ เช็ดไปตามเนื้อตัวเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยบาดแผล หากเป็นคนทั่วไปคงสิ้นชีพไปแล้ว แต่เขายังมีลมหายใจอยู่ นางเองไม่มั่นใจในฝีมือของตนนัก แต่ท่านหมอจูก็ไม่อยู่ จะไปโรงหมออื่นก็ไม่สนิทสนมคุ้นเคยพอจะฝากคนเจ็บที่ไม่มีเงินรักษาได้ และเงินที่นางมีอยู่ก็ซื้อตัวทาสผู้นี้ไปหมดแล้ว

ใครเลยจะรู้ว่าคุณหนูฟู่เซียงเซียง บุตรสาวภรรยาเอกของเสนาบดีกรมพิธีการฟู่เจี้ยนกั๋วจะตกอับถึงเพียงนี้  เรือนของนางอยู่ด้านหลังไกลหูตาผู้คน ข่าวเล่าลือไปว่านางเจ็บป่วยเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในจวน ทว่าในความจริงนั้นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง  ความเป็นอยู่ของนางแทบไม่ต่างจากสาวใช้ แต่ยังดีที่มีแม่นมหวงและจางลี่อยู่คอยดูแลนาง ทำให้ชีวิตเด็กสาววัยสิบสี่อย่างนางไม่ลำบากจนเกินไปนัก

อ่างน้ำถูกเปลี่ยนน้ำครั้งแล้วครั้งแล้ว ร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยคราบสกปรกเผยให้เห็นผิวกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยฟกช้ำ สิ่งที่เด็กสาวเป็นกังวลที่สุดคือบาดแผลที่ด้านหลังของเขา คล้ายมีหัวลูกศรยังฝังอยู่

"ข้าต้องกรีดแผลเพื่อเอาห

การอ่าน "พ่ายรักเชลยสาว" สำหรับเนื้อหาที่น่าสนใจมากขึ้น กรุณากด อ่านต่อ >>>